
นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยออยล์ กล่าวว่า เดือนมิถุนายนนี้ผลการศึกษาเรื่องการปรับปรุงหอกลั่นใหม่ทดแทนหอกลั่น 1, 2 จากที่ไทยออยล์มี 3 หอกลั่นกำลังกลั่นรวม 275,000 บาร์เรล จะศึกษาเสร็จสิ้น สาเหตุที่ศึกษาปรับปรุง เพราะหอกลั่นทั้ง 2 แห่งมีอายุกว่า 40 ปี ต้องควรปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และจากเทคโนโลยีปัจจุบันจะสามารถเพิ่มกำลังกลั่นไปถึงระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันจะศึกษาเรื่องการลงทุนปรับปรุง Long Residue fuel oil (LR) เพื่อให้ได้น้ำมันเตาน้อยที่สุดจากปัจจุบันมีประมาณร้อยละ 9 ของโรงกลั่น ซึ่งภาพรวมจะศึกษาเทคโนโลยีเสร็จสิ้นเดือนมิถุนายนนี้และศึกษาออกแบบการก่อสร้างและการเงินว่าจะต้องลงทุนมากน้อยเพียงใดเสร็จสิ้นปลายปี 2558
“โรงกลั่นไทยออยล์มีระบบพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ทำให้การลงทุนหอกลั่นมีต้นทุนต่ำจากที่โรงกลั่นใหม่ทั่วไปเฉลี่ย 20,000-25,000 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หน่วยกลั่นใหม่จะมีขนาดประมาณ 200,000 บาร์เรล/วัน โดยยอมรับว่าต้องส่งออก แต่จากที่ประเทศในอาเซียนหลายประเทศนำเข้าน้ำมันก็เป็นโอกาสที่ไทยออยล์จะส่งออกได้” นายอธิคม กล่าว
นายอธิคม กล่าวว่า การขยายกำลังกลั่นจะทำให้มีวัตถุดิบผลิตปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น จึงร่วมศึกษากับไออาร์พีซีในการจัดส่งวัตถุดิบไปให้ตามที่ไออาร์พีซีศึกษาจะลงทุนก่อสร้างโรงงานพาราไซลีน ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมือร่วมกันในกลุ่ม ปตท. เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน ส่วนค่าการกลั่นไตรมาส 1/2558 ของไทยออยล์คาดว่าจะสูงกว่า 8.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ด้านนายสุกฤติย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี ระบุโครงการศึกษาผลิตพาราไซลีน (PX) เดิมศึกษาว่าจะร่วมกับ บมจ.พีทีที โกลบอลเคมิคอล หรือพีทีทีจีซี แต่ล่าสุดทางไทยออยล์พร้อมเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้น จึงต้องศึกษาเพิ่มกำลังผลิตเป็น 1.8. ล้านตัน/ปี จากเดิมคาดว่าจะผลิต 1.2. ล้านตัน/ปี โดยจะศึกษาเสร็จใน 6 เดือนข้างหน้า
สำหรับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2558 นายสุกฤติย์ เชื่อมั่นว่าจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และการได้รับประโยชน์จากโครงการเดลต้าที่คาดว่าจะหนุนกำไรประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี เฉลี่ยไตรมาสละ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ไตรมาสแรกยังจะรับรู้กำไรพิเศษจากการชำระหนี้คืนของบริษัท ทีพีไอ อะโรเมติกส์ จำนวน 4,000 ล้านบาท.
ที่มา : สำนักข่าวไทย